[FIC]: Fake :{Taec,Woo,Khun.... X Su} 2

posted on 08 May 2012 15:36 by lilac-7

Fic :: Fake

 Author :: lilac_7

 Rate :: Drama

 Couple :: .....x Junsu

Chapter :: 2

 

 

 

 

 


 

“สวัสดีครับคุณจุนซู...ยังจำผมได้ใช่ไหม”

 

 

จำได้สิ

เขาคือ...

 

 

“ผมจาง อูยอง เป็นตำรวจครับ” เอ่ยตอบพร้อมกับรอยยิ้ม

 

“ครับ...ผมจำคุณได้...คนที่โรงพยาบาลวันนั้น”

 

“ผมขอเข้าไปในบ้านได้ไหมครับ...ข้างนอกนี้หนาวน่ะครับ” แขกผู้มาเยือนเอ่ยขออนุญาตทั้งที่ยังซุกมืออยู่ในเสื้อโค้ชตัวหนาสีดำเพื่อบรรเทาความหนาวเย็น จากอากาศช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์

 

“อ่า...ได้ครับ”

“ขอบคุณครับ...คุณใจดีจัง คนไม่รู้จักกันมาขอเข้าบ้านแบบนี้ คุณก็ให้เขาเข้ามาง่ายๆเลย” ชายหนุ่มผู้เป็นแขกเอ่ยเมื่อก้าวเข้ามาภายในบ้านและทิ้งตัวลงบนโซฟาตัวเก่าเรียบร้อยแล้ว

“เอ๊ะ...?” คำพูดนั้นทำให้ร่างบางที่กำลังจะเดินไปเตรียมของว่างหยุดชะงัก

“ฮ่าๆ เปล่าหรอกครับ อย่าเพิ่งเข้าใจผมผิดนะ ผมก็แค่คิดระแวงไปตามประสาคนเป็นตำรวจเท่านั้นเอง” ตำรวจหนุ่มชูมือขึ้นระดับอกก่อนจะยิ้มให้เจ้าของบ้าน เป็นเชิงว่าอย่าเพิ่งเข้าใจผิด

“...ครับ?” เสียงหวานตอบไม่เต็มเสียงนัก

“เฮ้ๆ อย่าระแวงผมแบบนั้นสิครับ...ผมเป็นตำรวจจริงๆนะ นี้บัตรตำรวจผมครับ เผื่อว่าคุณจะอุ่นใจขึ้น” ตำรวจหนุ่มพูดยิ้มๆพร้อมกับลุกขึ้นยืนแล้วหยิบกระเป๋าตังค์ออกมาแสดงบัตรประจำตัวของตำรวจให้ดู

จุนซูพิจารณาบัตรนั้นทั้งด้านหน้าและหลัง เขาจดจำรายละเอียดไว้ทั้งหมดเผื่อเอาไว้

“คุณเป็นตำรวจจริงๆ” จุนซูเงยหน้าขึ้นจากบัตรในมือหลังจากจำรายละเอียดแล้วครบถ้วน

“ครับ...แต่ยศผมเล็กมากเลยใช่ไหมล่ะ...” พูดจบก็ฉีกยิ้มให้ร่างบางอีกครั้ง

“เหรอครับ...แล้วเรา...เคยรู้จักกันไหม” ไม่ใช่ว่าจุนซูจะไม่ไว้ใจ ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นตำรวจ แต่การที่คนเราจะแวะมาหากันถึงที่บ้าน มันก็ชวนให้สงสัยถึงความสัมพันธ์อยู่แล้วมิใช่หรือ

คิ้วบางขมวดเข้าหากันเล็กน้อยไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจ แต่เขากำลังคิดถึงเหตุการณ์วันที่เขาเจอกับตำรวจหนุ่มนี้ที่โรงพยาบาลต่างหาก

 

 

 

“คะ...คุณเป็นใคร”

“...”

“แล้วผม...เป็นใคร”

“...”

 

“สวัสดีครับคุณจุนซู ผมเป็นตำรวจของเมืองนี้...ชื่อ จาง อูยองครับ”

 

“แล้ว...ผมล่ะ” มือบางยกขึ้นจับศีรษะของตนเองเมื่อรู้สึกได้ว่ามันกำลังเต้นตุบๆ

“อะๆ... อย่าเพิ่งคิดอะไรสิครับ คุณเพิ่งฟื้นนะ เอาเป็นว่าเดี๋ยวผมจะไปเรียกหมอให้นะครับ” ชายผิวขาวร่างเล็กยกมือขึ้นทำท่าห้ามแล้วรีบเดินไปยังประตู แต่จู่ๆเขาก็หันกลับเข้ามาหาคนป่วยอีกครั้ง

“ผมคงจะไม่เข้ามากับหมอนะครับ...แล้วก็...อย่าเพิ่งบอกใครว่าคุณเจอผมนะครับ...เก็บมันไว้เป็นความลับของเราสองคนได้ไหมครับ...” คำขอร้องถูกส่งมาพร้อมน้ำเสียงจริงจังผิดกับปลายประโยค ที่ดูจริงใจและสดใสกว่ามากทีเดียว

คนป่วยขมวดคิ้ว เขามองคนแปลกหน้าที่เพิ่งตื่นมาพบกันแต่กลับขอร้องเขาเช่นนั้น และแทนที่เขาจะปฏิเสธและซักถามความจริง เขาก็ทำเพียงแค่พยักหน้าให้กับคำขอร้องนั้นเท่านั้น

“ขอบคุณครับ ขอให้หายป่วยไวๆครับ...แล้วเจอกันคราวหน้า” คำขอบคุณของชายแปลกหน้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูจริงใจก่อนที่เขาจะเดินออกไปจากประตูห้องพักคนป่วย

 

 

 

 

 

 “คุณจุนซู...เป็นคนตรงดีนะครับ” เงียบไปชั่วอัดใจ ก่อนที่ตำรวจหนุ่มจะเอ่ยตอบแบบเลี่ยงประเด็น

“ขอบคุณครับ...แต่ว่าผมอยากรู้คำตอบมากกว่า” จะเรียกว่าเป็นปฏิกิริยาของความกระหายความจริงของร่างบางนี้ก็เป็นได้ ที่ทำให้เขาถามอะไรอย่างตรงไปตรงมา

“อื้มมม...” แกล้งลากเสียงยาวพร้อมกับมองใบหน้าสวยยิ้มๆ

“...” อาการของคนรอคำตอบไม่แสดงออกถึงการต่อต้าน แต่ก็ยากเกินกว่าจะคาดเดาอารมณ์ได้

“ถ้าผมบอกแล้วคุณจะเชื่อผมไหมล่ะ?” ร่างโปร่งยังคงยิ้มบนใบหน้า ขณะที่ยื่นคำถามมาให้จุนซูลังเลใจเล็กน้อย

“...ผมขอฟังคำตอบก่อนนะครับ” ใบหน้าสวยนิ่งไปก่อนจะเผยยิ้มน้อยๆให้อีกฝ่าย อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดกับคนแปลกหน้าคนนี้

“ต่อรองเก่งจัง” คำชมลอยๆของอีกฝ่ายทำให้เรียวปากงามแย้มยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม จนแทบจะกลายเป็นหัวเราะ

“เอาเป็นว่าผมยอมแพ้ล่ะกัน...ส่วนคำตอบของผมขอเก็บไว้ก่อนนะครับ...ขอตอบหลังจากพาคุณเที่ยวชมเมืองให้ทั่วก่อน” จากที่คิดว่าตนเองชนะแล้วแท้ๆ สุดท้ายฝ่ายที่งงเองก็คือจุนซูเสียได้

“อะไรกันครับ...นี่คุณ” เสียงหวานจิปากเล็กน้อยก่อนจะหน้างอ ทำเอาคนมองที่ชอบยิ้มอยู่แล้ว หัวเราะชอบใจไปเสียเลย

“ผมว่าเราน่าจะเข้ากันได้ดีนะครับถ้าพูดแบบเป็นกันเอง” อูยองเดินไปที่ประตูบ้าน ก่อนจะหันมาบอก

“ถ้าอย่างนั้นก็แล้วแต่คุณครับ...ผมขอไปหยิบโค้ชก่อน” ร่างบางกล่าวขอตัวก่อนจะเดินไปหยิบเสื้อโค้ชตัวใหญ่มาสวมใส่ ไม่ได้รู้สึกกลัวสักนิดกับการถูกคนแปลกหน้าชวนออกไปข้างนอก เพราะอะไรนั้นหรือ?

เพราะว่าตั้งแต่แทคยอนพาเขามาที่นี้ จุนซูก็ถูกสั่งห้ามไม่ให้ออกไปเที่ยวนอกเมืองด้วยเหตุผลสองข้อ

ข้อหนึ่ง. เขาเป็นผู้ป่วยความจำเสื่อม มันจะเกิดความยุ่งยากมากหากว่าเขาอยู่ตัวคนเดียวและไม่มีคนที่รู้จักคอยช่วยเหลือ

ข้อสอง. แทคยอนบอกว่าอีกเดือนเศษเขาจะถูกย้ายไปเป็นแพทย์ประจำที่เมืองอื่น ซึ่งจะต้องย้ายออกจากเมืองนี้ไปและเขาจะพาจุนซูไปด้วยอย่างแน่นอน เหมือนที่เขาพาจุนซูมาที่นี้

ด้วยเหตุผลนั้นมันทำให้คนป่วยไม่พอใจนัก แต่ฟังจากเหตุผลแล้ว เขาก็ไม่ได้ดื้อรั้นให้คนรักพาไปเที่ยวหรอก แต่ตอนนี้มันต่างออกไป เพราะหากจุนซูไปกับคนรักไม่ได้ แต่ดูเหมือนว่าตำรวจหนุ่มคนนี้ก็เป็นผู้หวังดีกับเขาอีกคนหนึ่งเช่นกัน

“ไปกันเถอะ...อูยอง...ผมขอเรียกแบบนี้นะครับ” ร่างบางเดินมายืนข้างตำรวจหนุ่มที่ยืนยิ้มรออยู่แล้ว เขาพยักหน้าน้อยๆก่อนที่มือจะยื่นออกไปเปิดประตูให้เปิดออกเผยให้เห็นภาพด้านนอก

หิมะปลายเดือนกุมภาพันธ์ยังมีให้เห็นขาวโพลนอยู่ทั่วทุกบริเวณ จุนซูก้าวออกไปชื่นชมความงามของมัน แว่วเสียงคลื่นทะเลอีกครั้ง เขาหันไปมองและพบว่าเสียงคลื่นทะเลที่ดังอยู่เป็นเพื่อนเขาทุกวันคืนนั้นสวยงามเพียงใด

บ้านพักแพทย์สองชั้นหลังเก่าถูกปกคลุมไปด้วยหิมะขาวไปทั่วทั้งหลัง บนหลังคา ลานสนามหญ้าหน้าบ้านหรือแม้แต่เฉลียงของบ้านที่ยื่นออกไปบริเวณชายหาดทรายที่บัดนี้ยังคงเป็นสีขาวเพราะความหนาวเย็นของหิมะ แต่นั้นไม่อาจกลืนคลื่นทะเลที่ขยับเคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลาได้

“เสียดายที่ยังเป็นหน้าหนาวนะ ถ้าเป็นหน้าร้อนทะเลคงจะสวยกว่านี้” เสียงเรียบๆของเพื่อนใหม่เรียกสติของจุนซูให้กลับมาดังเดิม

“แค่นี้ก็สวยแล้วนะ ฉันชอบทะเลจัง” พูดทั้งที่ยังมองทะเลที่อยู่ห่างเพียงชายหาดขาวเท่านั้น

“คงจะเป็นแบบนั้น...ไปกันเถอะ เดี๋ยวนายจะได้เห็นทะเลจนเบื่อเลยละ” ร่างโปร่งพูดเสร็จก็คว้ามือบางที่สวมถุงมือเพิ่มความอบอุ่นมากุมแล้วเดินนำไปยังรถ ทำให้ร่างบางต้องละสายตาออกจากภาพวิวเบื้องหน้า

 

 

 

“ทำไมจอดตรงนี้ละ” เสียงหวานเอ่ยถามเพื่อนใหม่ เมื่อเดินมาถึงรถสายตรวจที่จอดไว้ในมุมอับของถนน คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

“ก็ฉันไม่อยากให้คุณหมอเขาเห็นฉันนี้” หันมาตอบพร้อมกับรอยยิ้ม

“ทำไม?...นายกับแทคยอน...เป็นอะไรกันเหรอ?” เหมือนจะสร้างคำถามให้คนป่วยได้อย่างรวดเร็ว

“เดี๋ยวฉันค่อยตอบนะ ขึ้นรถเถอะ หนาวจะแย่” ท่าทีร่าเริงเกินกว่าจะจริงจังนั้นทำให้จุนซูสงสัยอยู่เล็กๆ แต่ก็ยอมขึ้นไปนั่งรถสายตรวจแต่โดยดี

“นี้ฉันเพิ่งเคยนั่งรถตำรวจนะเนี่ย...หรือว่าก่อนหน้านี้ฉันก็เคยนั่ง?” เสียงหวานดูจะหม่นลงเล็กๆกับประโยคสุดท้ายที่เอ่ยถาม เขาคิดว่าคงไม่ได้คำตอบที่ต้องการนักหรอก เพราะเพื่อนตำรวจของเขาคนนี้ดูจะชอบเก็บข้อมูลมากกว่าจะเปิดเผยมัน

“เปล่าหรอก...นายไม่เคยนั่ง นี้เป็นครั้งแรก...ตื่นเต้นเหรอ” ผิดคาดเล็กน้อยสำหรับจุนซู เพราะร่างโปร่งหันมาตอบคำถามหน้าตาเฉย แต่พอเห็นเครื่องหมายคำถามบนหน้าสวย อูยองก็คลี่ยิ้มอีกครั้งแล้วหันไปเปิดฮีทเตอร์ในรถแทน

“อย่าบอกใครนะว่าฉันเอารถของหลวงมารับนายน่ะ เดี๋ยวฉันจะโดนลงโทษเอา” คนขับเอ่ยยิ้มๆพร้อมกับขับรถออกจากตรงนั้น

“หืม?...แล้วนายทำทำไม มีจุดประสงค์อะไรล่ะ” คนนั่งข้างๆที่ขี้สงสัยนัก เอ่ยถามอีกครั้ง และเขาหวังว่าจะได้รับคำตอบ

“ไม่มีจุดประสงค์ร้ายกาจอะไรหรอกน๊า นายคิดมากจังนะ...ฉันแค่เพิ่งโดนย้ายมาอยู่เมืองนี้น่ะ ไม่กี่เดือนเอง แถมยศยังต่ำเตี้ยอีก...ช่วยไม่ได้อ่านะ ฉันเพิ่งสอบติดตำรวจปีที่แล้วนี้เอง” จากตอนแรกที่คิดว่าเพื่อนใหม่จะเงียบขรึมแท้ๆ แต่พอคุยด้วยแล้ว เขากลับเป็นคนที่ร่าเริงกว่าที่จุนซูคิดไว้ซะอีก

“ก็ฉันจำอะไรไม่ได้นี่...ว่าแต่...นายเพิ่งสอบติดตำรวจเหรอ...ดีใจด้วย” คำยินดีออกไปไม่เต็มเสียงนัก เพระร่างบางยังไม่รู้ว่าเขาควรจะยินดีกับคนๆนี้มากในระดับไหน

 “ไม่ต้องยินดีก็ได้ ที่จริงแล้วฉันมาเป็นตำรวจก็เพราะที่บ้านบังคับให้เป็นก็เท่านั้นเอง” คนตอบยังคงยิ้มน้อยๆ ราวกับว่าสิ่งที่พูดไม่ได้ทำให้เขาเจ็บปวดเลยแม้สักนิดเดียว

“เอ๊ะ...ฟังดูขมขื่นจังนะ” จุนซูเอียงคอเล็กน้อย เขามองตำรวจหนุ่มอย่างไม่เข้าใจ

“ฮ่าๆ นายจิตใจดีจริงๆ...ทั้งที่ เพิ่งรู้จักกันแท้ๆแต่กลับไม่ปิดบังอะไรเลยแบบนี้” คนตอบเลี่ยงที่จะตอบคำถามเขาอย่างแนบเนียบ

“ก็นายเป็นตำรวจนี่...แม้ว่าจะถูกบังคับให้เป็นก็เถอะ...แต่ตำรวจก็ต้องเป็นคนดีอยู่แล้ว...ใช่ไหมอ่ะ” จุนซูยิ้มตอบ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเขาถึงพูดแบบนั้นออกไป อาจเป็นเพราะท่าทางของอีกคนล่ะมั้ง ที่แม้ว่าจะดูจริงใจ...แต่ก็ไว้ใจไม่ได้เสียทีเดียว

“...อื้ม” คำตอบสั้นๆของคุณตำรวจก่อนที่เขาจะเงียบไปราวกับตั้งใจกับการขับรถขึ้นมาเสียอย่างนั้น

 

 

 

 

“ว้าว...เห็นทะเลเยอะแยะเลย” เสียงหวานที่พึมพำกับตัวเองดูจะซ่อนความตื่นเต้นไว้ไม่มิด ทำให้คนขับรถข้างๆหันมามองใบหน้าหวานที่จ้องออกไปนอกกระจกรถชมความสวยงามของชายหาดสีขาวและท้องทะเลยาวสุดลูกหูลูกตา

“ใครเขาเรียกว่าทะเลเยอะแยะกัน...?” คนขับอดจะขำไม่ได้จนต้องขอถามออกมา

“?...อะไรของนาย ช่างฉันเถอะ” คนตอบหันมาพูดแล้วกลับไปมองทะเลอีกครั้ง อูยองยิ้มบางให้คนข้างๆและจงใจผ่อนแรงเร่งเครื่องยนต์ลงเพื่อจะให้รถแล่นผ่านถนนสายนี้อย่างช้าๆ เป็นการเอาใจคนป่วย

“...” ไร้การสนทนาใดๆเมื่อคนหนึ่งกำลังตกอยู่ในห้วงอารมณ์สุนทรียะแห่งการชมความงามด้านนอกอยู่อย่างนี้ และอีกคนก็ไม่คิดจะขัดอารมณ์แต่อย่างใด

 

“นี่...นายตำรวจ” จู่ๆคนป่วยก็ละสายตาจากท้องทะเลยามเช้าหันมาเรียกอีกฝ่ายที่ทำหน้างง เพราะถูกเรียกด้วยสรรพนามใหม่

“อะไรเหรอ”

“นายพาฉันออกมาแบบนี้แล้ว...จะพาฉันกลับไปไหม” คำถามเรียบๆที่คนฟังเดาไม่ถูกว่าร่างบางคิดอะไรอยู่

“พากลับสิ ฉันเข้าเวรช่วงบ่ายน่ะ เดี๋ยวพอใกล้เที่ยงก็จะพานายกลับบ้าน...ทำไมล่ะ...กลัวเหรอ” อูยองตอบทั้งที่ตายังมองถนน

“ไม่รู้สิ...ฉันไม่รู้จักใครนี่...เรียกว่ากลัวไหมล่ะ” คำถามแบบเด็กๆที่ไม่เข้าใจตัวเองทำเอาคนฟังคิดหนักเหมือนกันว่าจะตอบเช่นไรดี

“อืมม...ไม่รู้สิ...ถ้าฉันบอกว่าไม่ต้องกลัวฉันนายจะเชื่อไหม?” คำถามที่คนถามก็ยังกลัวกับคำตอบถูกส่งกลับไป พวกเขาดูเศร้าสร้อย...ใครกันจะรับรู้...เพราะแต่ละฝ่ายต่างก็จมอยู่ในห้วงความคิดของตนเองทั้งคู่

 

“...ไม่...รู้”

 

“...แล้ว...กับหมอคนนั้นละ” ทั้งคู่ไม่ได้สบตากัน หรือในความจริงนั้น คนถามต่างหากที่ไม่กล้ามอง

 

“...ไม่...รู้”

 

“...” ความเงียบเข้าครอบงำภายในรถอย่างสมบูรณ์

 

 

รถสายตรวจแล่นไปช้าๆรอบเมืองที่เป็นทางผ่านไปสู่เมืองท้องเที่ยวอื่น แต่ก็ใช่ว่าที่นี้จะไม่มีสถานที่เที่ยวไปเสียทีเดียว รถสายตรวจแล่นไปบนถนนเส้นนั้นเส้นนี้ หัวข้อการสนทนาภายในรถก็เปลี่ยนไปตามสถานที่ต่างๆที่พวกเขาขับผ่าน

ตลาด ร้านอาหาร ร้านหนังสือ คอฟฟี่ช๊อป ร้านสะดวกซื้อ ปั้มน้ำมัน โรงพยาบาล โรงเรียน สวนสาธารณะ สถานีตำรวจ หรือแม้แต่สุสานเล็กๆของเมืองแห่งนี้ก็เช่นกัน

รถสายตรวจแล่นเข้ามาจอดช้าๆที่หน้าสุสานของเมือง บรรยากาศยามสายไม่ได้ทำให้มันน่าวังเวงมากนัก แต่มันกลับตรงกันข้าม มองภายนอกราวกับเป็นสวนสาธารณะที่ร่มรื่น แต่หากมองเข้าไปดีๆแล้วจะพบว่ามีป้ายชื่อหลายแผ่นตั้งเรียงรายอยู่ในนั้น จุนซูมองคนข้างกายที่ขับรถเข้ามาจอดโดยไม่ถามเขาอย่างสงสัย

 

 

“ฉันอยากจะแวะมาหาเพื่อนหน่อยน่ะ...ลงมาด้วยกันสิ” ตำรวจหนุ่มลงจากรถแล้วเดินอ้อมมาเปิดประตูให้เขาก่อนจะยิ้มให้บางๆ

“อะ...อื้ม” คนตอบอ้อมแอ้ม เขาไม่ได้กลัวเพียงแต่สงสัยเท่านั้น

“ใครเหรอ?...ฉันรู้จักไหม?”

“นายแค่รู้จักเขาแบบผิวเผินน่ะ ไม่สำคัญอะไรหรอก” คนตอบเดินนำเขาเข้าไปด้านในสุสาน บริเวณที่มีไว้สำหรับตำรวจเท่านั้น ร่างบางเดินตามเข้าไป ตาหวานแลมองซ้ายขวามองป้ายชื่อมากมายบนแท่นหินที่เรียงรายแต่ก็ตอบตัวเองไม่ได้ว่ามีชื่อไหนที่คุ้นหู หรือว่าจดจำได้เลย

“ถึงแล้ว” ก่อนที่จะเดินเข้าไปไกลกว่านี้ เขามาหยุดลงที่ป้ายหินแผ่นหนึ่ง มันดูใหม่กว่ารอบข้างมากทีเดียว จุนซูอ่านชื่อบนป้ายหินแล้วเงยหน้ามองคนข้างกาย

“ปาร์ค ซันกุก”

“..” อูยองยิ้มบางๆให้เขาก่อนจะหันไปมองป้ายหินแล้วพูดยิ้มๆ

“เป็นไงบ้างซันกุก หลับสบายไหม?...เห็นหรือเปล่าว่าฉันพาใครมาเยี่ยม” รอยยิ้มบางๆค่อยๆหายไปจากใบหน้าขาวที่แก้มอูม จุนซูมองป้ายหินที อูยองที

 

“ฉันแวะมาแค่นี้แหละ...หลับให้สบายนะ...เพื่อน” ว่าจบแล้วก็เดินตรงไปยังทางออกปล่อยให้ร่างบางสงสัยเล็กน้อย ก่อนจะโค้งคำนับให้หลุมฝังศพแล้วรีบเดินตามตำรวจหนุ่มออกมา

 

“นาย...โอเคนะ” เมื่อเห็นว่าเพื่อนใหม่เงียบไป ร่างบางจึงเอ่ยถามเบาๆ

 

“อื้ม...ฉันสบายดี” คำตอบขอไปทีทำให้คนฟังไม่พอใจเล็กๆ

 

“นี้อูยอง...หันมามองฉัน...บอกความจริงฉันมา...นายรู้จักฉันแค่ไหน...ฉันไปทำอะไรไว้...เรื่องของฉันทั้งหมดที่นายรู้...บอกฉันมาให้หมดนะ...อย่าปล่อยให้ฉันเป็นคนโง่แบบนี้...ถ้า...ถ้านายหวังดีกับฉันจริงๆ” มือบางยึดไหล่อีกฝ่ายไว้ให้หันมามองกัน เสียงหวานเอ็ดเพื่อนใหม่ที่ก้มหน้าไม่ยอมสบตาเขาก่อนจะเบาลงเมื่อเห็นแววตาคลอน้ำใสๆคู่นั้น

 

“ขอโทษนะ...ตอนนี้ฉันยังไม่พร้อมเท่าไหร่น่ะ” ร่างเพรียวเงยหน้าขึ้นสบตาหวานก่อนจะเอ่ยยิ้มๆ เขารับรู้ว่ามือบางที่ยึดไหล่เขาไว้คลายออก มือบางคู่นั้นทิ้งตัวลงข้างกายตัวเอง เหลือเพียงสายตาเท่านั้นที่ยังจ้องเขาไม่ละไปไหน

 

“...ฉัน...เป็น...ใครเหรอ” เสียงหวานลอดแผ่วออกมาจากกลีบปากบาง อีกครั้งที่เขาต้องถามคำถามนี้ คำถามเดิมๆที่ทำให้เขาปวดหัวทุกครั้งที่มันผุดขึ้นมา เขาเป็นใคร?...แทคยอนบอกเพียงแค่ว่าเขาเป็นคนรักและคบกันมานานตั้งแต่เรียนมหาลัย พอแทคยอนเรียนหมอจบก็ต้องมาประจำที่เมืองนี้และพวกเขาตัดสินใจมาอยู่ด้วยกัน และทั้งหมดนี้พ่อแม่ของทั้งคู่รับรู้ พอถามถึงครอบครัวของตัวเอง คำตอบที่ได้จากคนรักคือ...ไว้รอเขาปลดประจำตำแหน่งหมอที่นี้แล้วจะพากลับไปเยี่ยมท่านทั้งสองที่โซล

 

ตอนนั้นจุนซูเพียงแค่รอเวลา...สองเดือนต่อจากนี้ไป...แทคยอนจะถูกย้ายไปเมืองอื่น...และเขาจะได้ไปเจอพ่อกับแม่

 

เพื่อนใหม่...จุนซูได้รู้จักอูยองวันนี้...เขาไม่ได้ปฏิเสธความสัมพันธ์กับคนอื่นตามที่แทคยอนสั่งห้ามไว้ เพราะจุนซูอยากรู้...อยากรู้อะไรอีกมากมายในโลกนี้เกี่ยวกับเรื่องราวของเขา แต่สิ่งเหล่านั้นจะมาจากไหนเล่า เมื่อบัดนี้เขาเป็นเหมือนกระดาษขาวในเมืองแห่งนี้ และจะถูกป้ายด้วยสีใดบ้างเขาก็ยังไม่รู้เลย ดังนั้น ไม่มีทางที่จุนซูจะเชื่อใครอย่างปักใจ หากยังไม่ได้พบกับคนที่เขาจะสามารถเชื่อใจได้จริงๆ

 

ร่างบางโอนเอน ขาเรียวดูเหมือนจะไร้เรียวแรงขึ้นมาเสียเฉยๆเมื่อคิดมากไปเกี่ยวกับตัวเอง มือบางยกขึ้นกุมศรีษะของตัวเองที่ปวดร้าวและกำลังเต้นตุบๆให้เขาได้ยิน สายตาพร่ามัวเมื่อพยายามจ้องมองเพื่อนตำรวจและก่อนที่เขาจะได้เปล่งเสียงใด

 

ภาพตรงหน้าก็ดับวูบลง!

 

 

...............................

ความเย็นชื้นของบางอย่างค่อยๆสัมผัสลงใบโครงหน้าเรียว เปลือกตาบางหยี่เข้าหากันเบาๆก่อนจะค่อยๆลืมขึ้นและทำให้เขารู้ตัวในที่สุดว่าสิ่งที่เย็นชื้นนั้นคือผ้าขนหนูชุบน้ำเย็นนั้นเอง

“อื้อออ” เสียงครางในลำคอเมื่อรู้สึกว่าความเจ็บในหัวยังคงมีให้รู้สึกอีก มือบางยกขึ้นไปกุมมันเบาพร้อมกับกดคลึง ผ้าขนหนูผื่นนั้นลอยห่างออกจากใบหน้าสวยจนทำให้จุนซูเห็นว่าใครกันที่กำลังเช็ดหน้าให้เขาอยู่

“อูยอง...” เอ่ยชื่อคนตรงหน้าเบาๆ

“อื้ม...นาย...ไม่เป็นไรนะ” คนถามดูจะวิตกกับอาการของเขาอยู่ไม่น้อย

“อื้ม...เพิ่งปวดแบบนี้ครั้งที่สองน่ะ...คงคิดมากไป...แทคบอกว่าอย่าเพิ่งคิดอะไรช่วงนี้” พูดพลางยันตัวขึ้นมานั่งแล้วมองรอบข้าง ก่อนจะพบว่าเขากลับมาอยู่บนโซฟาที่บ้านแล้ว

“นาย...มาส่งฉันแล้วเหรอ”

“อื้ม...ก็ฉันบอกแล้วไงว่าจะมาส่ง...นายไม่ฟังฉันหรือไง” คำถามดุๆแต่สุดท้ายคนถามก็ยิ้มบางๆให้คนป่วยจนได้

“ขอบใจนะ” เสียงหวานเอ่ยแผ่ว

“นายคิดมากไปนะ...จุนซู ไม่มีใครคิดจะทำร้ายนายหรอก...แทคยอนรักนายนะ...เขาไม่ทำร้ายนายหรอก” เพื่อนใหม่ยิ้มให้เขาก่อนจะลุกขึ้นจากพื้นข้างโซฟา

“...” คนฟังไม่พูดอะไร ตาหวานเงยมองร่างเพรียวตรงหน้าโดยหวังว่าจะมีคำตอบใดออกมาให้เขามากกว่านี้

“...” แต่มันกลับไม่มี

“อีกไหม?...มีอะไรอีกไหม?” เนินนานจนร่างบางต้องเป็นฝ่ายกระตุ้นเสียเอง

“...ฉัน...ก็จะไม่ทำร้ายนาย...” คำตอบของเพื่อนใหม่ทำให้คนฟังคลี่ยิ้มบางๆ บางเสียจนแทบจะมองไม่เห็น

“อื้ม...” รับคำเบาๆ เขารับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายพูดความจริง

“พักผ่อนเยอะๆนะ...คราวหน้าฉันจะมาหาใหม่” ตำรวจหนุ่มพูดพร้อมกับตั้งท่าจะเดินออกจากบ้านไปแต่มือบางรั้งไว้ด้วยการจับมืออีกฝ่ายไว้เบาๆ

“นาย...ถ้านาย...ถ้างั้น...มาหาฉันบ่อยๆนะ” เสียงหวานเอ่ยแผ่วๆ ก้มหน้ามองมือหยาบที่อยู่ระดับสายตาของตัวเอง

“นายอนุญาต?”

“อื้ม”

“...” ไร้เสียงใด แต่จุนซูรับรู้ถึงสัมผัสร้อนจะผ่ามือหยาบของอีกฝ่ายที่ยกขึ้นมาทาบบนกลุ่มผมของตัวเอง

“อย่าบอกเขานะว่าฉันมาหานาย” เขา...แทคยอนเหรอ

“แทคยอนเหรอ”

“ใช่...อย่าบอกเขานะ” คำขอร้องจริงใจถูกส่งมาอีกครั้ง

“อะ...อื้ม” ไม่รู้เพราะอะไรที่ทำให้จุนซูรับปากออกไปอย่างนั้น

“ถ้างั้นวันนี้ฉันไปแล้วนะ...นายนอนพักผ่อนซะนะ” ร่างเพรียงชักมือบนกลุ่มผมนุ่มกลับก่อนจะเดินไปยังประตูบ้านแล้วเปิดมันออกไป ไม่มีคำลาใดๆอีก

จุนซูเงยหน้าจากพื้นปาเก้เก่าๆเมื่อได้ยินเสียงรถยนต์แล่นออกไปจากหน้าบ้าน ภาพสีเก่าๆที่แขวนอยู่เหนือทีวีในห้องรับแขกให้ความรู้สึกที่อบอุ่น แทคยอนบอกว่าเขาเป็นจิตกร ดังนั้นเขาก็น่าจะยังจดจำวิธีวาดภาพได้ ร่างบางลุกขึ้นจากโซฟาแล้วเดินเข้าห้องนอนไป เขาคิดว่าจะหลับสักตื่นก่อนจะลุกขึ้นมานึกถึงการวาดภาพที่เขาชอบให้ออก

 

 

 

 

TBC

 

กลับมาแล้วค่าาาา มีคนถามว่าหายไปไหนมา? อิอิ เค้าไปบางกอกมาค่า ไปหอบงานกลับมาทำ 

พอกลับมาถึุงก็ตรงเข้ามาลงฟิคให้อ่านกันเลย ^^ 

ไม่รู้ว่าต่อไปจะว่างแค่ไหนนะค่ะ แต่จะพยายามลงฟิคให้ได้อ่านกันเรื่อยๆน๊า โดยเฉพาะคู่แทคซู >< คู่เมนหลัก

 

สุดท้าย. ไรท์เตอร์รักรีดเดอร์ทุกคนน๊า ><

ไว้เจอกันเอนทรี่หน้านะค่ะ

 

บะบายยยยยยย ^0^

 

Comment

Comment:

Tweet

อยากรู้ๆๆๆๆ ใจจะขาดรอนๆๆๆๆ
ว่างเมื่อไหร่กลับมาต่อให้อ่านหน่อยนะกร้าบบบบบ

#6 By ดั่งตะวัน on 2013-01-01 15:26

อูยองกับซูเกี่ยวข้องอะไรกันแน่ เอ๊ะ เคยกิ๊กกันมาก่อนหรือเปล่า โอ๊ย อยากรู้แล้วค่ะ มาต่อเร็วๆนะคะ
แปะไว้ก่อน เดี๋ยวพี่แต้วกลับมาอ่าน
อิอิ เรื่องนี้ยังไม่ได้อ่านเลยอะยุ้ย
++++++++++

#4 By Snoww on 2012-06-01 11:06

ตกลงอูยองเป็นใครล่ะเนี่ย??~
แล้วแทคกับซูเป็นแฟนกันจริงๆหรือเปล่า?~
รู้สึกปวดหัวแทนซู มีแต่คนที่เราไม่รู้จัก แต่เขาทำเหมือนมีเรื่องอะไรกับเรามาก่อน
อยากรู้แล้วอ่า  สงสารซู

#3 By may (103.7.57.18|58.9.189.148) on 2012-05-10 12:21

รู้สึกอึดอัดอยากรู้ความจิงเร็วๆ แหะๆ
อูยองก้อลีลา ไม่พูดอะไรสักที
แล้วซูจะจำอะไรได้มั่งมั้ย??
อยากรู้ๆ ๆๆ รีบๆมาต่อนะไรท์เตอร์ :)))

#2 By wtmg (103.7.57.18|125.24.214.159) on 2012-05-10 00:50

สงสารคนความจำเสื่อม ไม่รู้ว่าอะไรกันแน่ที่เป็นความจริง 

#1 By Martini (103.7.57.18|58.11.102.200) on 2012-05-08 21:07