[SF] :: Pray for Junsu :: {TaecSu}

posted on 02 Feb 2012 14:04 by lilac-7
กลับมาแล้วค่ะ
มาพร้อมข่าวเศร้า T^T
เพื่อนๆรู้กันแล้วใช่ไหมค่ะว่าปู่จุนซูของพวกเราได้เสียคุณพ่อไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ
ยุ้ยเพิ่งจะรู้ข่าวนี้หลังจากเกิดเหตุประมาณอาทิตย์กว่าๆได้แล้วอ่าค่ะ
แล้วก็แบบยังอึนๆอยู่
พอดีเมื่อคืนเข้าไปอ่านข่าวใน 2pmalways แล้วเห็นคำแปลทวิตของหนุ่มๆแล้วยิ่งรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่เลยค่ะ
ไม่รู้ว่าจะทำอะไรเพื่อซูได้บ้าง
แ่ต่ก็เป็นกำลังใจให้อย่างเต็มที่เลยน๊า ปู่แพนด้าาา
 
คือยุ้ยดูแฟรแคมของซูอ่าค่ะ งานมิวสิคแฟสติเวอร์ที่เกาอ่ะ แล้วแบบ เห็นซูผอมไปนะ
ไม่รู้ว่าคิดเองหรือป่าว -*-
แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้
เลยแบบเข้าไปดูทวิตของซู กับคนอื่นๆ....มางิ
แล้วก็แบบเจออะไรเล็กๆ น้อยๆ พอจะชวนจิ้นความเรียลได้นิดหน่อย เลยจับมาเขียนฟิคซะเลย (อีนี้ยังมีอารมณ์วายอีก --*) ๕๕๕
 
 
ภาพนี้ค่ะ
 
 
สังเกตไหมค่ะ ว่าแทคมันโพสเวลา 6โมงเช้าเลย ยุ้ยไม่คิดว่าแทคมันตื่นมาทวิตข้อความอย่างเดียวหรอกนะค่ะ
 
แล้วทวิคนี้มันเป้นข้อความก่อนที่ปู่จะทวิตว่า่พ่อจากไปแล้วด้วยนี่สิ
 
คำถามคือ......อีเหมียวมันรู้ก่อนที่ปู่จะทวิตใช่ม่ะ?
 
นั้นปะไร ไอเดียยุ้ยบรรเจิดตรงนี้แหละค่ะ กร่ากกกกกก
 
เลยมาจับแต่งฟิคซะเลย
 
สุดท้ายแล้วค่ะ
 
อ่านฟิคแล้วช่วยให้กำลังใจซูด้วยนะค่ะ
 
ยุ้ยเป็นห่วงปู่มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เลย
 
ขอให้ปู่กลับมาสดใสโดยเร็วเหมือนเดิมอีกครั้งน๊า
 
พวกเรารอปู่อยู่ค่า
 
 
 
..............................................................
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
One shot :: Pray for…Junsu
Author :: lilac_7
Rate :: PG
Couple :: TaecSu
Note :: ชั่ววูบค่ะ แต่งสามชม. อย่าเอาไรมากเลย This fiction for Junsu.







“แทค...พ่อน่ะ...พ่อของฉัน...ท่านจากไปแล้ว”




เสียง สั่นเครือที่ดังแผ่วออกมาจากโทรศัพท์มือถือของผมเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนยังคง ดังก้องซ้ำๆอย่างชัดเจนเหมือนเปิดแทร็คเสียงให้เล่นไปซ้ำๆ ในหัวของผมตอนนี้ไม่มีความคิดอะไรแม้แต่น้อย หลังจากได้ยินเสียงที่ฟังดูหมองหม่นนั้น เสียงที่มักจะสร้างเสียงหัวเราะให้กับใครมากมาย แต่บัดนี้มันกำลังสั่นเครือ



ผม คว้ากุญแจรถแล้ววิ่งออกมาจากห้องพักโดยไม่สนใจสิ่งใด ผมไม่คิดว่าตอนนี้ใครจะสามารถร่วมเดินทางไปกับผมได้ เพราะว่านิชคุณกำลังอยู่ที่ประเทศไทย จุนโฮอยู่ที่แอฟริกา ส่วนชานซองกับอูยองก็คงจะพาพ่อกับแม่ไปด้วยอย่างแน่นอน ดังนั้นเพียงแค่ตอนนี้ เพียงแค่ผมคนเดียวเท่านั้นที่จะต้องไป ไปหาเจ้าของเสียงที่สั่นเครือเพราะกำลังกลั่นน้ำตาอยู่คนนั้นให้ได้



แค่ นึกถึงสีหน้าของคนร่างบางๆที่ปราศจากรอยยิ้มร่าเริงนั้น ใจของผมมันก็เบาหวิวไปหมดแล้ว แต่ในยามนี้เจ้าของร่างบางๆนั้นไม่เพียงแต่จะไม่ยิ้มเท่านั้น แต่เขายังต้องกลั้นน้ำตาแห่งความเสียใจไม่ให้ไหลออกมา เพื่อยืนหยัดเป็นเสาหลักให้กับครอบครัวอีกด้วย ผมกำพวงมาลัยรถแน่นขึ้นเมื่อเสียงสั่นเครือของเขาเข้ามาดังก้องอยู่ในหัวของ ผมอีกครั้ง เขาคนนั้น คนที่ผมเป็นห่วงมากที่สุด คนที่ชอบทำให้ผมกังวลเรื่องของเขามากที่สุด คนที่ผมแคร์มากที่สุด...คนที่ผมรักมากที่สุด



จุนซู...นายต้องไม่เป็นอะไรนะ



เท้า ข้างขวาผมเหยียบคันเร่งให้เร็วขึ้นอีก เวลาในตอนนี้เป็นเวลาสี่ทุ่มกว่าแล้ว รถบนท้องถนนในกรุงโซลดูจะบางตาลงมากกว่าเวลากลางวัน ผมกำพวงมาลัยรถแน่น สายตาจ้องไปยังถนนด้านหน้าเท่านั้น การขับรถไปยังแดกูต้องใช้เวลาถึงสี่ชั่วโมงหากออกจากกรุงโซลด้วยรถยนต์ และแม้ว่าตอนนี้ท้องฟ้าจะมืดแล้วก็ตาม แต่ผมยังคงความเร็วไว้ไม่ต่ำกว่าร้อยหกสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงอยู่ดี



ทำไม?...ทำไมต้องเกิดเรื่องร้ายกับนายด้วยนะ?



หลาย คำถามผุดขึ้นในหัวของผมไม่หยุดหย่อน ทั้งๆที่ผมยังหาคำตอบให้พวกมันไม่ได้เลยแม้แต่คำถามเดียว หลายวันก่อนจุนซูไม่สบายจนต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล แล้วหลังจากที่อาการดีขึ้นแต่ยังไม่หายเป็นปกติก็เป็นวันเกิดของเขา พวกเราดูจะมีความสุขกับสุขภาพของจุนซูที่ดูจะแข็งแรงขึ้นตามลำดับ แล้วหลังจากวันนั้นเพียงไม่กี่วัน จุนซูก็ได้รับข่าวที่ทำให้เขาและครอบครัวสะเทือนใจมากที่สุด



พ่อของจุนซูจากไปอย่างไม่มีวันกลับด้วยอาการหัวใจวาย



แล้ว ใบหน้ายามที่รู้ข่าวของพ่อตัวเองจะเป็นเช่นไรนะ ดวงตาใสนั้นจะยังสะท้อนต้องแสงไฟจนสุกสว่างอยู่ไหมนะ รอยยิ้มที่มักจะอยู่คู่กับใบหน้าเรียวยาวนั้นจะมีให้เห็นอีกไหมนะ ริมฝีปากที่มักจะแห้งผากนั้น เรียวลิ้นชื้นจะยังคอยเลียเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่มันบ่อยๆเหมือนเดิมไหมนะ



จุนซู...นายต้องเข็มแข็งนะ



ถนน สายแล้วสายเหล่าผ่านรถของผมไปอย่างรวดเร็ว ผมไม่ได้สนใจสิ่งต่างๆรอบข้างมากนัก ในตัวของผมตอนนี้มีเพียงโทรศัพท์และกระเป๋าตังค์เท่านั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ไม่ใช้สิ่งของมีค่าใดเลย มีเพียงแค่กำลังใจเท่านั้นที่ผมหอบมันมาจนล้นไปหมด เขากำลังรอผมอยู่...จุนซูกำลังรอผม...เพราะผมบอกให้เขารวบรวมสติไว้แล้วรอผม อยู่ที่นั้น



ผมรู้รายละเอียดชื่อโรงพยาบาลให้ผมทางโทรศัพท์ แล้ว เราเคยไปบ้านของจุนซูกับทุกคนในวงหลายครั้ง พวกเราทุกคนรู้จักบ้านเกิดของกันและกันดี สนิทสนมกันจนเหมือนเป็นครอบครัวเดียวไปเสียแล้ว หากใครคนหนึ่งเสียใจ คนอื่นก็จะคอยปลอบ มันดูจะเป็นภาพลักษณ์ที่เข้มแข็งของพวกเราไปแล้ว แต่ใครจะรู้ว่ามากกว่านั้นยังมีผมที่เป็นห่วงเขามากกว่าใคร คอยมองแผ่นหลังเล็กๆนั้นยามหัวเราะอย่างมีความสุขกับคนอื่นๆ โดยไม่รู้สึกว่าเขาอยู่ห่างไกลผมเลยเพราะไม่ว่าอย่างไรก็ตาม แผ่นหลังเล็กๆนั้นก็จะหันกลับมายังที่ๆผมยืนอยู่ทุกครั้ง พร้อมกับรอยยิ้มสดใสที่ส่งมาให้ผมตลอดไม่ว่าพวกเราจะทุกข์กันแค่ไหนก็ตาม



จุนซู...นายต้องกลับมายิ้มอีกครั้งนะ...นายจะไม่เป็นไร



เป็น เวลาตีสองแล้วที่ผมเข้ามาในเขตแดกู ดูเหมือนว่าผมจะให้เวลาน้อยกว่าที่คิดไว้แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็แล้วแต่ การไปเจอจุนซูดูจะเป็นสิ่งที่ผมสนใจมากที่สุด ผมมองป้ายบอกทางไปโรงพยาบาลที่จุนซูบอก ให้เวลาเกือบยี่สิบนาทีกว่าผมจะมาถึงโรงพยาบาล การหาที่จอดรถไม่ใช่เรื่องยากอีกแล้วในเวลากลางดึกเช่นนี้ ผมจอดรถที่หน้าตึกไอซียูแล้ววิ่งลงจากรถทันที มองซ้ายขวาหาห้องไอซียูจนเจอแผ่นหลังอันคุ้นเคยกำลังนั่งหันหน้าเข้ากับ กำแพงบนเก้าอี้นั่งรอหน้าห้องไอซียู ผมวิ่งเข้าไปหาเขามองรอบๆตัวแล้วไม่พบใครอีก ทุกอย่างดูจะเงียบกว่าที่ผมคิด



“จุน...ซู” ผมเรียกชื่อเขาเบาๆ มือของผมเอื้อมออกไปสัมผัสหัวไหล่นั้นเบาๆ




หมับ!!



“อึก...แทค ... ฮือ...” เอวผมถูกร่างบางรวบไว้เต็มมือใบหน้าหวานที่หม่นหมองซบลงที่อกของผม เสียงสะอื้นเริ่มเกิดขึ้นเมื่อจุนซูกำเสื้อผมไว้แน่นผมนิ่งไปชั่วขณะก่อนจะ ลูบหัวเขาเบาๆ



“ร้องเถอะ...ตอนนี้น่ะ...นายร้องได้แล้วนะ” แรงกำที่ชายเสื้อของผมแน่นขึ้นมาก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าจุนซูกลั้นน้ำตาไว้ตลอดเวลา เขาไม่ชอบปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาแสดงความอ่อนแอของตัวเองมาตั้งแต่ไหนแต่ไร นี่น่า



“ฮือ...ฮือ...พ่อ...” เสียงสะอื้นแรงๆของเขาทำให้ผมต้องรวบร่างบางให้แน่นขึ้นแต่ไม่มากจนอึดอัด เกินไป จุนซูยังคงก้มหน้าซบลงที่อกของผมปล่อยให้น้ำตาไหลออกมามากเท่าที่เขาต้องการ ผมรู้สึกได้ถึงความเปียกชื้นที่กลางอกของตัวเองที่ขยายออกกว้างขึ้นอย่างรวด เร็ว



“...” ผมไม่พูดอะไรเพียงแค่กอดเขาตอบเท่านั้น ร่างในอ้อมกอดสั่นเทา จุนซูโถมตัวเข้ามาในอ้อมกอดของผมสุดตัว ผมรวบร่างนั้นไว้แน่นๆให้สมกับที่จุนซูไว้ใจยอมแบ่งความรู้สึกของกายและใจ ที่หนักอึ้งลงมาที่ผม



“ฮือ...ฮือ...ฮือ...” เสียงสะอื้นยังคงดำเนินต่อไป นานแค่ไหนแล้วไม่รู้ที่ผมกอดร่างที่ดูจะหมดแรงอยู่ตรงนี้ โชคดีทีเดียวที่เวลากลางดึกแบบนี้ โรงพยาบาลก็ไร้ผู้คนไปด้วย ทำให้ไม่เป็นปัญหาสำหรับเราสองคน ผมลูบหลังบางนั้นเบาๆ ยังไม่อยากเอ่ยถามเรื่องใด ขอเพียงแค่ตอนนี้เขาได้ปลดปล่อยความทุกข์ออกมาให้มากพอเสียก่อนเท่านั้นแหละ



“ฮือ...ทำไม...ฮือ...” เสียงอู้อี้ปนสะอื้นของคนในอ้อมกอดหลุดลอยมาให้ได้ยิน



“ท่าน ไปสบายแล้ว...ต่อจากนี้นายยังต้องอยู่ต่อไปนะ จุนซู” ผมไม่รู้ว่าจะพูดอะไรให้เขาสบายใจได้ เพราะผมรู้ว่าการสูญเสียในแต่ละครั้งนั้น มันเป็นเร่องยากที่จะทำใจ แล้วยิ่งการสูญเสียมาเกิดกับร่างบางนี้แล้วด้วย คนที่ช่างอ่อนโยนอย่างเขาจะทำใจกับเรื่องแบบนี้ได้เร็วที่สุดจะต้องใช้เวลา นานเท่าไหร่กันเชียว



“ฮือ...ฮือ...” เสียงสะอื้นดังตอบกลับผมมาเบาๆ ชายเสื้อของผมยังถูกกำไว้แน่น แผ่นหลังบางสั่นไหวอยู่ตลอดเวลา จนผมกลัว...กลัวว่าเขาจะแย่ลงกว่าที่คิดไว้



“จุน ซู...พอเถอะ...นายต้องพักผ่อนนะ” ผมตัดสินใจดันไหล่เขาออกมาให้เราได้สบตากัน จุนซูเงยหน้ามองผมทั้งที่น้ำตานองหน้า แววตาที่ไร้แสงสะท้อนสุกสว่างนั้นทำเอาผมใจคอไม่ดี จุนซูสะอื้นฮักทั้งที่ยังสบตาผมอยู่อย่างนั้น



“นาย...ทำไม ปล่อยตัวเองให้เป็นแบบนี้” ผมเอ็ดเขาเบาๆ แต่ไม่ยอมผ่อนแรงที่ยึดไหล่บางนั้นไว้ เพราะผมรู้...ว่าถ้าหากปล่อยมันไป ร่างทั้งร่างนี้จะต้องลงไปกองกับพื้นอย่างแน่นอน



“ฮึก...ฮือ ...” เขาสะอื้นอีกครั้ง ใบหน้าเรียวสะบัดซ้ายทีขาวทีไปมาอยู่อย่างนั้น ผมกัดริมฝีปากตัวเองอย่างอดทนก่อนจะรวบร่างนั้นเข้ามาแนบอกอีกครั้ง



“อย่า กังวลอะไรเลยนะจุนซู...ฉันจะอยู่ข้างๆนาย...จะช่วยเหลือนาย แม่แล้วก็น้องชายของนาย...พวกเขาก็เป็นเหมือนครอบครัวของฉัน...อย่าคิดอะไร มากเกินไปนะ...รู้ไหม...ฉันเป็นห่วงนายนะ” ผมเรียงคำพูดออกมาไม่ถูกแล้ว สิ่งที่ผมพูดออกไปมันเป็นแค่ความจริงเท่านั้น...ความจริงทั้งหมดเลย



“ฮือ...แทค ...ยอนอ่า...” เสียงเรียกชื่อผมขาดห้วงเป็นระยะ ผมรวบร่างบางไว้แน่นๆ แตะริมฝีปากลงบนกลุ่มผมนุ่มนั้น แค่อยากทำให้เขาสบายใจมากที่สุดในตอนนี้



เพราะจุนซูมักจะอ่อนแอเสมอ เมื่อสูญเสียอะไรไป



“อื้ม...ฉัน รู้...นายไม่ต้องพูดอะไร...ฉันจะอยู่ข้างนายตลอดไป” ผมพาร่างที่อ่อนแอมานั่งที่เก้าอี้หน้าห้องไอซียู เขาก้มหน้าลงมองมือของตัวเองที่ประสานกันที่หน้าตัก ผมเอื้อมมือไปกุมมันไว้เป็นคำสัญญาว่าผมพูดความจริง...ผมอยู่ข้างเขาเสมอ



“พ่อ...พ่อ น่ะ...ฉัน...สะ...สัญญาไว้...ว่าจะอยู่ด้วยกัน...ฮือ...ปีนี้...ฮือ...” จุนซูเล่าถึงคำสัญญาระหว่างตัวเองกับพ่อสินะ คงจะรักมากสินะ นายน่ะ...รักครอบครัวมากกว่าอะไรทุกอย่าง ฉันจะไม่ขัดนายหรอกจุนซู แค่ฉันจะอยู่ข้างนายไม่ห่างก็พอ

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เสียงรถเข็นใน โรงพยาบาลทำให้เปลือกตาของผมขยับลืมขึ้น กระพริบตาถี่ๆเพื่อปรับภาพให้เข้าที่ก่อนจะพบว่าตัวเองยังคงนั่งอยู่ที่ เก้าอี้ตัวเดิม เหลียวมองข้างกายก็เจอกับกลุ่มผมสีอ่อนที่วางอยู่ที่หัวไหล่ ผมมองซ้ายขวาพบว่าคนในโรงพยาบาลยังบางตามาก พอยกข้อมือขึ้นดูเวลาก็เลยรู้ว่าเพิ่งจะเลยหกโมงเช้ามาเล็กน้อยเท่านั้น



ผม จำไม่ได้ว่าเมื่อคืนเราจบลงด้วยการนอนหลับได้อย่างไร แต่ตอนนี้ผมกลับยกยิ้มขึ้นบางๆให้กับกลุ่มผมนุ่มๆที่หัวไหล่ขวาของตัวเอง เพราะผมดีใจ ในที่สุดร่างบางนี้ก็ได้นอนหลับเสียที รอยคล้ำใต้ตาที่เห็นนี้ดูจะเป็นหลักฐานชั้นดีที่ฟ้องว่าจุนซูไม่ได้นอนมากพอ ผมยิ้มให้คนที่นอนหลับพิงไหล่ตัวเองก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมากดพิมข้อความ แล้วโพสลงในทวิตเตอร์ของตัวเอง ก่อนจะหันไปกระซิบกับคนที่หลับเพราะถูกความเหนื่อยล้าจากเรื่องสะเทือนใจทำ ร้ายมาทั้งคืน







“I pray for you …Junsu”






 
 
 
 
จบ





 
To ... Junsu my panda...
 
I so sorry about your father. I knew you so hurt. but you have to go on.
 
I pray for you all time,So be strong soon. We support you forever.
 
I love your smile and everything about your charm.
 
I'll sad if you sad. I love you so Jun K.
 

 
 
 
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

อื้มม วันที่เรารู้ข่าวเราก้อช๊อคมากๆ มือสั่น ใจสั่น บอกไม่ถูก รู้สึกได้ถึงความรู้สึกของซู ...



แต่พอเห็นความรักที่ทุกคนมีให้ต่อซู ก้อรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา
โดยเฉพาะแทค เรารู้ว่าจะทำหน้าที่ได้ดีเหมือนเป็นลูกคนนึงของบ้านนี้เลยด้วยซ้ำ ทวิตขอบคุณแขกทุกๆคนก่อนซูซะอีก เป็นห่วงซูมากๆเลยสินะ น้องๆทุกคนด้วย

รักซูมากนะ

#2 By wtmg (125.24.200.16) on 2012-02-04 01:02

“I pray for you …Junsu”

#1 By Shin HyoHwa (27.55.0.41) on 2012-02-04 00:08